ย่านาง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ เเละ ประโยชน์ที่น่าทึ่ง ดังนี้

ผู้เขียน หัวข้อ: ย่านาง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ เเละ ประโยชน์ที่น่าทึ่ง ดังนี้  (อ่าน 4 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

11-07-2018 , 08:27:24
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 32
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


ย่านาง
ชื่อสมุนไพร ย่านาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น จอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , ต้นหญ้าน้องสาว (ภาคกลาง) , ย่านนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
สกุล  Menispermaceae
ถิ่นกำเนิด ย่านางมีถิ่นเกิดในตรงกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังเช่น ในประเทศ พม่า , ไทย , ลาว , กัมพูชา  เรื่องจริงแล้วพืชตระกูลย่านางนี้มีราว 70  เครือญาติ แม้กระนั้นจำนวนมากเป็นไม้เลื้อยในป่าเขตร้อนและในป่าดงผลัดใบในทวีปเอเชียและอเมริกาเหนือ ส่วนย่านางของพวกเรานั้นเจอขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ รวมทั้งป่าโปร่ง ในทุกภาคของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันได้มีการนำมาปลูกใบบริเวณบ้าน เพื่อใช้บริโภครวมทั้งใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างแพร่หลาย
ลักษณะทั่วไป
       ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีเนื้อไม้ เลื้อยพันเนตรมต้นไม้ หรือก้านไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแนวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน กิ่งไม้มีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนเล็กน้อย หรือสะอาด ใบโดดเดี่ยว ครึ้ม สีเขียวเข้มเป็นมัน เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวโดยประมาณ 6-12 เซนติเมตร กว้างราวๆ 4-6 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ก้านใบยาวราว 1.5 ซม. ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบเหมือนกระดาษ แต่ว่าแข็ง เหนียว มีเส้นใบครึ่งออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น และมีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 2-6 คู่ เส้นพวกนี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบใบ เส้นกึ่งกลางใบข้างล่างจะร่นละเอียดใกล้ๆโคน ขนสะอาด ก้านใบผิวย่นย่อละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆแบบแยกกิ่งก้านสาขาตามข้อและซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวโดยประมาณ 0.5 ซม. แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และก็ช่อดอกเพศเมีย ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่ารวมทั้งเรียงซ้อนกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มม. ค่อนข้างหมดจด กลีบดอกไม้มี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มม. เกลี้ยง เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปตะบอง ยาว 1.5-2 มม. ดอกเพศภรรยา กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มิลลิเมตร ข้างนอกมีขนประปราย กลีบดอกมี 6 กลีบ รูปรีแกมขอบขนาน ยาว 1 มิลลิเมตร เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มิลลิเมตร ติดอยู่บนก้านชูสั้นๆยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลสำเร็จกรุ๊ป ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มม. ยาว 7-10 มิลลิเมตร ผิวเนียน มีเม็ดแข็ง ผลสีเขียว ฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อและก็ซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มม. เมื่อสุกจะกลายเป็นสีส้มแล้วก็สีแดงสด เม็ดรูปเกือกม้า ผนังผลชั้นในมีสันไม่มีระเบียบ ออกดอกช่วงมี.ค.ถึงเดือนเมษายน
การขยายพันธุ์
       ย่านางเป็นพืชที่รุ่งเรืองได้ ในดินแทบทุกจำพวก ชอบดินร่วนซุยปนทรายจะเจริญเจริญ การปลูกภายในฤดูฝน จะเจริญวัยได้ดีมากว่า จะเจริญงอกงามเร็วกว่าปลูกเอาไว้ในช่วงอื่น ย่านางที่ปลูกได้ไม่ยากขึ้นง่าย รักษาง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ทนความแห้งเจริญ
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเม็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แต่ว่าวิธีที่เป็นที่นิยมในตอนนี้เป็นการเพาะเม็ด เม็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเม็ดสูง แม้กระนั้นต้องใช้เมล็ดที่แก่สุดกำลังที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรที่จะนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเมล็ดต้องระมัดระวังอย่าขุดหลุมลึก เพราะเหตุว่าจะทำให้เม็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการดูแลรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมาก เพราะย่านางจะเติบโตได้ดี ในดินมีความชื้นพอเพียง และสามารถเติบโตได้แม้จะมีวัชพืชขึ้นดก เพราะต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ข้างบนพืชชนิดอื่น
สำหรับประเด็นการใส่ปุ๋ยย่านางนั้นไม่มีความจำเป็น ถ้าหากดินมีภาวะอินทรีย์วัตถุที่พอเพียง พวกเราสามารถใช้เพียงปุ๋ยมูลสัตว์จากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็เพียงพอ แต่หากจะให้ใบเขียวเข้มเยอะขึ้นเรื่อยๆ อาจจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือราว 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กต้องปรับปริมาณต่ำลง แล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกลงในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1×1 เมตร และเมื่อต้นเริ่มเลื้อยทอดยอด ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลผลิตย่านาง  จะเริ่มเก็บผลิตผลใบย่านาง ใช้เวลาราว 2-3 เดือน ข้างหลังปลูกในแปลง ใบมีขนาดโตสุดกำลังมีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ แล้วก็จะเก็บได้ตลอดไปเรื่อยๆ
ส่วนประกอบทางเคมี
                สาระสำคัญที่เจอในใบย่านางโดยมากจะเป็นสารกลุ่มฟินอลิก (phenolic compound) ดังเช่น มิเนวัวไซด์ (Minecoside), กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid) รวมทั้งสารในกลุ่มฟลาโวนไกลโคไซด์ อย่างเช่น สารโมโนอีพอกซีอนุภาคเบตาแคโรทีน (moonoepoxy-betacarotene) และอนุพันธ์ของกรดซินนามิก (flavones glycosidf cinnamic acid derivative) ส่วนสารอัลาลอยด์ (alkaloid) เช่น ทิเรียโครีน
(tiliacorine) , ทิเรียโคลินิน (Tiliacorinine) , นอร์ทิเรียวัวรินิน (nor-tiliacorinine) , tiliacorinin 2,-N-oxide Tiliandrine , Tetraandrine และ D-isochondendrine เจอได้ทั้งในราก รวมทั้งใบย่านาง  แล้วก็การเล่าเรียนส่วนประกอบหลักที่มีฤทธิ์ต่อต้านไข้มาลาเรียจากรากย่านาง โดยสกัดรากด้วยตัวทำละลาย  chloroform:methanol:ammonium hydroxide ในอัตราส่วน (50:50:1) ใช้วิธีแยกสารด้วย column chromatography  รวมทั้งการตกผลึก พบว่าได้สารประกอบ alkaloid  2 ประเภท คือ tiliacorinine (I) แล้วก็ tiliacorine (II) ปริมาณ  0.0082% แล้วก็ 0.0029% เป็นลำดับ  ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของย่านางนั้นมีดังนี้
-               พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
-               เส้นใย 7.9 กรัม
-               แคลเซียม 155.0 กรัม
-               ธาตุฟอสฟอรัส 11.0 มก.
-               เหล็ก 7.0 มก.
-               วิตามินเอ 30625 (IU)
-               วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม                              Minecoside
-               วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม
-               ไนอาสิน 1.4 มก.
-               วิตามินซี 141.0 มิลลิกรัม
-               ขี้เถ้า 8.46%
-               ไขมัน 1.26%
-               โปรตีน 15%                                          Tiliacorine
-               น้ำตาลทั้งสิ้น 59.47%
-               แคลเซียม 1.42%
-               ธาตุฟอสฟอรัส 0.24%
-               โพแทสเซียม 1.29%
-               กรดยูเรนิค 10.12%
-               โมโนแซคค้างไรด์
-               แรมโนส 0.50%
-               อะราบิโนส 7.70% หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)       tiliacorinine
-               กาแลคโตส 8.36%
-               กลูโคส 11.04%
-               ไซโลส 72.90%
คุณประโยชน์/สรรพคุณ ใบย่านางเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ แล้วก็ยังมีวิตามินที่จำเป็นต้องต่อสภาพทางด้านร่างกายอีกเยอะมาก อย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในปริมาณค่อนข้างสูง โดยเป็นสมุนไพรที่ใครหลายๆคนต่างก็รู้จักกันดี เนื่องจากว่านิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร ได้แก่ แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน
คุณประโยชน์ย่านางที่ใช้เป็นของกินมีดังนี้
ใบย่านาง เก็บบริโภคได้ตลอดปี ยอดอ่อนแตกใบมากมายในช่วงฤดูฝน ยอดอ่อนของเถาย่านางใช้กินแกล้มแนมกับของกินเผ็ด ชาวไทยอีสานและก็ชาวลาวใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำทำอาหารต่างๆทำให้น้ำซุปข้นขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ ย่านางสามารถลดฤทธิ์กรดยูริกในหน่อไม้ได้ ลดความขมของหน่อไม้ และเพิ่มคลอโรฟิลล์รวมทั้งเบตาแคโรทีนให้กับอาหารดังกล่าวข้างต้น
ยิ่งกว่านั้นยังใส่น้ำคั้นใบย่านางในแกงเห็ด ต้มเปรอะเปื้อน แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก นำไปอ่อมแล้วก็หมก
ชาวใต้ใช้ยอด ใบเพสลาด (เป็นใบที่ไม่อ่อน ไม่แก่เกินความจำเป็น) นำไปแกงเลียง แกงหวาน แกงขี้เหล็ก น้ำคั้นจากใบช่วยลดความขมของใบขี้เหล็กได้ นอกเหนือจากนั้นยังนำไปผัด แกงน้ำกะทิ แล้วก็หั่นตรอกรับประทานกับข้าวยำได้อีก ผลสุกใช้รับประทานเล่น ส่วนคนเหนือใช้ยอดย่านางอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบแก่คั้นน้ำเอามาใส่แกงท้องถิ่น อย่างเช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ส่วนสรรพคุณทางยาของย่านาง คือ  แบบเรียนยาไทย  ใช้ ราก รสจืด รสจืดขม ใช้ในตำรับยาแก้ไข้ห้าโลกวิเชียร (มีรากย่านาง รวมกับรากเท้าคุณยายม่อม รากมะเดื่อชุมพร รากคนทา รากแส้ม้าทลาย อย่างละเท่าๆกัน) แก้ไข้ (ใช้รากแห้งครั้งละ 1 กำมือ หรือโดยประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำกินก่อนกินอาหารตอนเช้า ช่วงกลางวัน เย็น) แก้พิษเมาเบื่อ กระแทกพิษไข้ แก้เมาสุรา ถอนพิษผิดสำแดง เอามาต้มรับประทานเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้ ขับพิษต่างๆแก้ท้องผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต ไข้มาลาเรียเรื้องรัง ไข้ทับประจำเดือน บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้พิษภายในให้ตกสิ้น แก้โรคหัวใจบวม แก้กำเดา แก้ลม แก้ไข้จับสั่น แก้เมาสุรา รากผสมกับรากสุนัขน้อย ต้มรับประทานแก้ไข้ไข้จับสั่น ลำต้น รสจืดขม ถอนพิษผิดสำแดง รักษาพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำแดง ไข้ฝีดาษ ไข้เซื่องซึม ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นแข็งกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ก้านที่มีใบผสมกับพืชอื่นใช้เป็นยาแก้ท้องเดิน ใบ รสจืดขม รับประทานถอนพิษ แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้เซื่องซึม ไข้หัว ไข้พิษ ปวดหัวตัวร้อน อีสุกอีใส ฝึกหัด ลิ้นแข็งกระด้างคางแข็ง เป็นยากวาดคอ แก้ไข้ฝีดาษ ไข้ดำแดง
ส่วนอีกหนังสือเรียนหนึ่งกล่าวว่า ราก นำรากมาต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ดับกระหาย บรรเทาลักษณะของการมีไข้ ไข้รากสาด อีสุกอีใส ไข้ทรพิษ ถอนพิษเมาค้าง เมาสุรา บรรเทาอาการท้องผูก ท้องเดิน บำรุงหัวใจ ทำลายพิษ และก็ลดพิษจากพืช สัตว์ รวมทั้งสารเคมีในร่างกาย  ลำต้น ลำต้นเอามาต้มหรือบดคั้นน้ำกิน บรรเทาลักษณะของการมีไข้ประเภทต่างๆลดพิษร้อน พิษจากพืช เห็ด และก็ลดพิษสารกำจัดแมลงภายในร่างกาย  ใบ  นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือนำมาต้มน้ำกิน รวมถึงใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลกิน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน อย่างเช่น บรรเทาอาการร้อนใน ทุเลาอาการเจ็บป่วย ตัวร้อน บรรเทาไข้รากสาด ไข้ไข้ทรพิษลดพิษสารกำจัดแมลงภายในร่างกาย แล้วก็ทำลายพิษอื่นๆ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้รากต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น และใช้รากยานางผสมรากสุนัขน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เจาะจงการใช้ย่านางในตำรับ “ยาห้าราก” มีส่วนประกอบของรากย่านางร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์บรรเทาอาการไข้ ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยับยั้งการเติบโตของเชื้อไข้จับสั่น Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดความดันเลือด ต้านเชื้อจุลชีวัน ต่อต้านการแพ้ ลดการหดเกร็งของลำไส้ ต้านการเจริญของเซลล์ของโรคมะเร็ง ยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี acetylcholinesterase รวมทั้งมีฤทธิ์อย่างอ่อนๆสำหรับในการต้านทานอนุมูลอิสระ  รวมทั้งยังมีคุณสมบัติกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวคราว-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte) ต้านจุลินทรีย์ Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Escherichia coli รวมทั้ง Salmonellaspp. แล้วก็ยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวคราว-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte)  ต่อต้านจุลินทรีย์ Staphylococcus  aureus,  Bacillus  cereus,  Escherichia  coli และ Salmonella spp. ต่อต้านไข้ และต่อต้านอนุมูลอิสระ ใบย่านางปราศจากอันตรกิริยา (interaction) กับยารักษาโรคเรื้อรังได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกระดูกแล้วก็ข้อโรคเบาหวาน โรคระบบทางเดินหายใจ
ต้นแบบ/ขนาดการใช้ แก้ไข้ ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ โดยประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนกินอาหาร 3 เวลา   แก้ป่วง (เจ็บท้องเพราะว่ารับประทานอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงรวมทั้งรากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แต่ว่าไม่ถึงกับข้น ดื่มครั้งละ 1-2  แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าหากให้ดียิ่งขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย   ถอนพิษเบื่อเมาในของกิน ตัวอย่างเช่น เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและก็ใบ 1 กำมือ  ตำผสมอาหารสารเจ้า 1 หยิบมือ เติมน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือแล้วก็น้ำตาลนิดหน่อยเพียงพอดื่มง่ายให้หมดทั้งยังแก้ว ทำให้อ้วกออกมา จะช่วยให้ดีขึ้น   ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ใช้หัวย่านางเคี่ยวกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มครั้งละ 1-2 แก้ว  การใช้เป็นยาพื้นเมืองในภาคอีสาน   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น   ใช้รากย่านางผสมรากสุนัขน้อย ต้มแก้ไข้ไข้จับสั่น   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนบดหมากผสมจนเหลว สามารถเอามาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย

การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย        เล่าเรียนฤทธิ์ต้านทานเชื้อไข้มาลาเรีย Plasmodium falciparum ของสารสกัดรากย่านางด้วยเมทานอล ซึ่งสารสกัดมีสาร alkaloid เป็นองค์ประกอบ 2 ส่วนสกัด คือส่วนที่ละลายน้ำ และส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการยับยั้งเชื้อมาลาเรีย จากองค์ประกอบทางเคมีที่แยกได้ พบสาร alkaloid ที่แตกต่าง 5 ชนิด ในกรุ๊ป bisbenzyl isoquinoline ดังเช่น tiliacorine, tiliacorinine, nor-tiliacorinine A, รวมทั้งสาร alkaloid ที่ไม่สามารถกำหนดองค์ประกอบได้หมายถึงG และก็ H ซึ่งพบว่าสาร alkaloid G มีฤทธิ์สูงสุดสำหรับในการกำจัดเชื้อไข้มาลาเรียระยะ schizont (เป็นระยะที่เชื้อมาลาเรียไปสู่เซลล์ตับ แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลมรี และมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแบ่งนิวเคลียสเป็นหลายๆก้อน) โดยมีค่า ID50 พอๆกับ 344 ng/mL และก็ตามด้วย nor-tiliacorinine A แล้วก็ tiliacorine เป็นลำดับ (ID50s เท่ากับ 558 แล้วก็ 675 mg/mL ตามลำดับ)
ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อวัณโรค   สาร bisbenzylisoquinoline alkaloids 3 จำพวก ได้แก่ tiliacorinine, 20-nortiliacorinine และก็ tiliacorine ที่แยกได้จากรากย่านาง และก็อนุพันธ์สังเคราะห์ 1 ประเภท คือ 13҆-bromo-tiliacorinine   สารทั้ง 4 ชนิดนี้ ได้นำมาทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยา multidrug-resistant Mycobacterium tuberculosis (MDR-MTB)  ผลการทดลองพบว่า สารทั้ง 4 ประเภท มีค่า MIC อยุ่ระหว่าง 0.7 - 6.2 μg/ml แม้กระนั้นที่ค่า MIC พอๆกับ 3.1 μg/ml เป็นค่าซึ่งสามารถยั้ง  MDR-MTB ได้เยอะมากที่สุด
ฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง     การเรียนรู้ฤทธิ์ยั้งเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี ในหลอดทดสอบ แล้วก็ในสัตว์ทดสอบ โดยศึกษาผลของสาร tiliacorinine ซึ่งเป็นสาร กรุ๊ป alkaloid ที่พบในย่านาง  สำหรับเพื่อการทดลอง in vivo ทำในหนูถีบจักร เพื่อมองผลลดการเจริญก้าวหน้าของก้อน   เนื้องอกในหนูที่ได้รับเซลล์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดี และก็สาร tiliacorinine  ผลการทดสอบพบว่า  tiliacorinine  มีความนัยสำคัญสำหรับในการยั้งการเพิ่มปริมาณของเซลล์ของมะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 พอๆกับ 4.5-7 µM โดยกลไกการกระตุ้นขั้นตอนการ apoptosis ซึ่งเป็นกรรมวิธีสำหรับในการกำจัดเซลล์แตกต่างจากปกติ และเซลล์ของมะเร็งในร่างกาย และก็การทดสอบในหนูพบว่าสามารถลดการเจริญก้าวหน้าของเนื้องอกในหนูได้
การทดลองฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของผักท้องถิ่นไทย จำนวน 6 ชนิด เช่น ผักข้าด ผักติ้ว ผักปลังขาว ย่านาง ผักเหมียง และผักหวานบ้าน โดยการสกัดสารสำคัญด้วยแอลกอฮอล์จากผักแต่ละจำพวก ทดลองฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผัก 6 จำพวกเปรียบเทียบกับตัวควบคุม วิตามินซี รวมทั้งวิตามินอี สารสกัดจากย่านางส่วนที่ละลายน้ำและก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำให้ค่า IC50 499.24 แล้วก็ 772.63 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับค่าที่ได้จากวิตามินซี แล้วก็วิตามินอีที่ IC50 9.34 แล้วก็ 15.91 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ
งานศึกษาวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในประเทศไทยตรวจตราฤทธิ์หยุดปวดแล้วก็ฤทธิ์ต้านการอักเสบของพืชผักประจำถิ่นอีสาน 10 ชนิด การตรวจค้นฤทธิ์ระงับปวดโดยใช้ writhing test แล้วก็ tail flick test ในการตรวจฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ ใช้ rat hind paw edema model
ผลการทดลองใช้สารสกัดพืชผักท้องถิ่นด้วยน้ำ ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้ 1 กก. พบว่าสารสกัดจาก ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู แล้วก็ผักชีลาว มีผลลดการเกิด writhing ในหนูร้อยละ 35-64 (p<0.05)
การทดลองฤทธิ์หยุดปวดด้วย tail flick test พบว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางมีฤทธิ์ระงับปวด แล้วเลือกสรรสารสกัดที่มีฤทธิ์เยอะที่สุด 4 จำพวก ดังเช่นว่า ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง แล้วก็ผักกาดฮีนมาทำการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยใช้คาราจีแนนเป็นสารระตุ้น  พบว่าสารสกัดอีกทั้ง 4 ประเภทไม่มีฤทธิ์ต้านอักเสบในสัตว์ทดสอบ ผู้วิจัยเชื่อว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางบางทีก็อาจจะออกฤทธิ์ยับยั้งปวดต่อระบบประสาท
ส่วนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลในห้องแลปช่วงต้นพบว่า สารสกัดใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นลักษณะการทำงานของรีเซ็ปเตอร์ที่ขนคอเลสเตอรอลไปสู่ตับ แม้กระนั้นไม่เคยรู้ว่าจะมีผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดของระบบร่างกายหรือเปล่า การศึกษาค้นพบนี้อาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของย่านางที่ใช้รักษาโรคหัวใจมาแต่ว่าโบราณได้ ถ้าเกิดแต่จะต้องมีการเรียนรู้เพิ่มเติมต่อไป
จากการทดลองฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัด 50% เอทานอลจากรากย่านาง เมื่อนำไปตรวจตราฤทธิ์สำหรับในการลดไข้ พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการลดไข้แต่ว่าเป็นพิษต่อสัตว์ทดลอง การค้นคว้าวิจัยทางเคมีได้แยกอัลคาลอยด์ ออกมาสองประเภท คือ อัลคาลอยด์ที่ไม่ละลายน้ำ(water-insoluble alkaloids) รวมทั้งอัลติดอยู่ลอด์ที่ละลายน้ำ (water-soluble quarternary base) เมื่อตรวจสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัลคาลอยด์ที่แยกได้ พบว่าการเกิดพิษต่อสัตว์ทดลองมีต้นเหตุที่เกิดจาก water-soluble quarternary base ซึ่งมีฤทธิ์คล้าย curare จากการตรวจค้นสูตรโครงสร้างสรุปได้ว่า water-soluble quarternary base นี้อาจอยู่ในจำพวก aporphine alkaloids
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา พิษกระทันหัน และก็กึ่งเรื้อรังของย่านาง 
          เล่าเรียนพิษเฉียบพลันของสารสกัดน้ำจากทุกส่วนของย่านาง โดยการป้อนสารสกัด ในหนูเพศผู้ และก็เพศภรรยา จำพวกละ 5 ตัว ในขนาด  5,000 mg/kg เพียงแค่ครั้งเดียว พบว่าไม่มีอาการแสดงของสภาวะเป็นพิษเกิดขึ้น รวมทั้ง  ไม่มีการแสดงความประพฤติปฏิบัติที่ไม่ดีเหมือนปกติ รวมถึงไม่มีการตาย หรือการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อข้างใน สารสกัดใบย่านางด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู ปริมาณ 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของหนู 1 กิโล (คิดเป็นปริมาณ 6,250 เท่าของจำนวนที่คนได้รับ) ไม่แสดงความเป็นพิษ   การเรียนรู้พิษเรื้องรัง ทดสอบโดยป้อนสารสกัดแก่ตัวทดลอง เพศผู้ และก็เพศภรรยา จำพวกละ 10 ตัว ทุกเมื่อเชื่อวัน ในขนาดความเข้มข้น 300, 600 และ 1,200 mg/kg ติดต่อกันเป็นเวลานาน 90 วัน   ไม่พบความแตกต่างจากปกติทางด้านพฤติกรรม รวมทั้งสุขภาพ หนูในกลุ่มทดลอง แล้วก็กรุ๊ปควบคุม จะมีการทดสอบในวันที่ 90 และก็ 118 โดยตรวจร่างกาย และมีกลุ่มที่ติดตามผลต่อไปอีก 118 วัน ผลของการทสอบพบว่า น้ำหนักของอวัยวะ ค่าชีวเคมีในเลือด แล้วก็เยื่ออวัยวะภายใน ไม่พบการเกิดพิษ  ผลการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า สารสกัดย่านางด้วยน้ำ ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษกะทันหัน และพิษกึ่งเรื้อรังในตัวทดลอง ในหนูเพศผู้ แล้วก็เพศภรรยา
ข้อแนะนำ/ข้อพึงระวัง

  • เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรดื่มทันที เนื่องจากหากทิ้งเอาไว้นานเกินไปจะเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือมีการบูดขึ้นได้ แต่ว่าสามารถเอามาแช่ตู้แช่เย็นได้ และก็ควรดื่มให้หมดภายใน 3 วัน
  • ในการกินน้ำย่านาง ควรดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารหรือตอนท้องว่างราวครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
  • บางบุคคลที่คิดว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว รับประทานยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วนำมาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรชนิดอื่นๆก็ได้ ได้แก่ ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้กระทั้งน้ำหวานก็ได้ด้วยเหมือนกัน
  • ควรจะดื่มปริมาณแต่ว่าพอดิบพอดี ถ้าหากดื่มแล้วรู้สึกแพ้ คลื่นเหียน ก็ควรจะลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้ลดลง
เอกสารอ้างอิง

  • Dechatiwongse T, Kanchanapee P, Nishimoto K. Isolation of active principle from Ya-nang (Tiliacora triandra Diels). Bull Dept Med Sci. 1974;16(2):75-81.
  • อัจฉราภรณ์  ดวงใจ , นันทีทิพ ลิ้มเพียรชอบ, ขนิษฐพร  ไตรศรัทธ์ .คุณสมบัติคลอเรสเตอรอลของสารสกัดใบย่านางในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เลี้ยงต่อเนื่อง Caco-2.คอลัมน์บทความวิจัย.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2558.หน้า87-92
  • รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ.มหัศจรรย์ย่านาง จากซุปหน่อไม้ถึงเครื่องดื่มสุขภาพ.คอลัมน์บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่370.กุมภาพันธ์.2553
  • Sireeratawong S, Lertprasertsuke N, Srisawat U, Thuppia A, Ngamjariyawat A, Suwanlikhid N, et al. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Tiliacora triandra (Colebr.) Diels in rats. Sonklanakarin J Sci and Technol. 2008;30(5):611-619.
  • ย่านาง...อาหารที่เป็นยา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pavanand K, Webster HK, Yongvanitchit K, Dechatiwongse T. Antimalarial activity of Tiliacora triandra Diels against Plasmodium falciparum in vitro. Phytotherapy Research. 1989;3(5):215-217.
  • ย่านาง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา.เอกชัย ดำเกลี้ยง,พยุงศักดิ์ สุรินต๊ะ , วสันต์ ดีล้ำ, ฤทธิ์ปรับ ภูมิคึ้มกัน ต้านออกซิเ